INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน







เริ่มเล่นหุ้นต้องทำอย่างไร


ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนในหุ้น อย่างน้อยต้องทำการศึกษาข้อมูลในการลงทุนให้ชัดเจนก่อน โดยเริ่มจากการศึกษาตัวเองว่ามีความพร้อมในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ทั้งเงินทุน และความรู้ รวมถึงต้องเข้าพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดด้วย และต้องตระหนักเสมอว่าการลงทุนทุกอย่างในโลก ล้วนมีความเสี่ยง ยิ่งเสี่ยงมาก ผลตอบแทนยิ่งมากตามกันไป เมื่อเราศึกษาข้อมูลจนพร้อมแล้ว จึงเริ่มมาเรียนรู้ที่จะเข้าการลงทุนในหุ้นอย่างผู้รู้ ตามขั้นตอน ดังนี้ 

1. เปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ ที่เป็นสมาชิกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ก่อนจะลงทุนในหุ้น จะต้องทำการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเสียก่อน โดยยื่นเอกสารสมัครได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ "เปิดบัญชีซื้อขายได้กับบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด" 

2. รู้ก่อนว่าจะซื้อขายหุ้น ผ่านช่องทางใด

ในขณะที่กรอกใบสมัครเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น นักลงทุนต้องรู้ก่อนว่ามีความต้องการจะซื้อขายผ่านทางช่องทางใด

- ซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด : สามารถส่งคำสั่งซื้อขายให้กับเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทโดยผ่านโทรศัพท์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้คีย์คำสั่งซื้อ-ขายหลักทรัพย์ที่ต้องการ 
ข้อดี : เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังต้องการได้รับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่การตลาด ที่จะช่วยแนะนำการลงทุน รายงานสถานการณ์การลงทุน แนะนำหุ้นที่น่าสนใจ และคอยดูแลบัญชีการซื้อขายให้ตลอดเวลาที่ทำการซื้อขาย
ข้อเสีย : เสียค่าธรรมเนียมสูงกว่าการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และอาจจะมีปัญหาในการสื่อสารในช่วงที่มีการซื้อขายแบบเร่งด่วน 

- ซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต : สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ และตรวจสอบสถานะซื้อขายได้ด้วยตนเองผ่านโปรแกรมการซื้อขายของบริษัท 
ข้อดี : เหมาะกับนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถลงทุนได้ด้วยตนเอง และมีการศึกษาข้อมูลการลงทุนได้เองโดยไม่ต้องขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่การตลาด และยังสามารถคีย์คำสั่งซื้อขายได้เอง รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่การตลาด
ข้อเสีย : มักพบความผิดพลาดในคีย์คำสั่งซื้อขายบ่อยครั้งเนื่องจากยังขาดความชำนาญ และยนักลงทุนบางรายอาจจะได้รับข่าวสารในการลงทุนน้อย ทำให้ผลตอบแทนทางการลงทุนอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้


3. ทำเข้าใจประเภทของบัญชีซื้อขายหุ้น และเลือกบัญชีให้เหมาะกับการลงทุนของตนเอง

ในการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น (ไม่ว่าจะทำการซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด หรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ต)  ท่านสามารถเลือกบัญชีในการซื้อขายได้ 3 ประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ และพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุน บัญชีที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นมี 3 ประเภท ได้แก่ บัญชีเงินสด บัญชีเงินฝาก หรือ Cash Balance  และบัญชีเงินกู้ยืม หรือ Credit Balance ซึ่งแต่ละบัญชีแตกต่างกันตามรายละเอียดด้านล่าง (กรณีเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัดเท่านั้น)

 

ประเภทบัญชี

ลักษณะ
บัญชีเงินสด (Cash Account) - เป็นบัญชีที่ไม่ต้องวางเงินสดเต็มจำนวนเป็นหลักประกัน แต่บริษัทหลักทรัพย์จะพิจารณาวงเงินที่เหมาะสมให้ตามฐานะทางการเงิน หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

- เจ้าหน้าที่การตลาด จะแจ้งวงเงินในการซื้อขายให้กับนักลงทุน เมื่อนักลงทุนทราบวงเงินแล้วหากต้องการซื้อขายทันที จะต้องวางเงินประกัน 20% ของจำนวนเงินที่ต้องการซื้อขายหุ้น ทั้งนี้ ทั้งนี้จะต้องไม่เกินวงเงินที่ได้การพิจารณาอนุมัติ

- เมื่อนักลงทุนทำการซื้อขายหุ้นแล้ว ต้องชำระเงินเข้าบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ภายใน 2 วันทำการ หรือ T+2

-
ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดและการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต อัตราค่าธรรมเนียมในการซื้อขายของบริษัท

- กรณีที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตการลงทุนอยู่แล้ว ในการซื้อขายหุ้นครั้งต่อไป บริษัทจะให้วงเงินในการซื้อขายเป็นเงิน 5 เท่าของมูลค่าหุ้นที่ถือครองอยู่ในพอร์ตการลงทุน นักลงทุนอาจจะไม่ต้องวางหลักประกันเงินสดเพิ่มเติมก่อนทำการซื้อขายครั้งต่อไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าหุ้นที่คงเหลือของนักลงทุนแต่ละท่าน

- กรณีที่นักลงทุนขายหุ้นออกจนหมดแล้ว สามารถฝากเงินประกันไว้กับบัญชีหุ้นที่ดูแลโดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด โดยบริษัทจะให้ดอกเบี้ยตามประกาศของบริษัท โดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสม (ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ที่ 0.90% ต่อปี) กรณีนี้นักลงทุนไม่ต้องวางเงินประกันเพิ่มในการซื้อขายหลักทรัพย์ครั้งต่อไป
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของบริษัท
บัญชีเงินฝาก (Cash Balance) - เป็นบัญชีที่นักลงทุนต้องฝากเงินสดเข้าบัญชีซื้อขายหุ้นเต็มจำนวนตามวงเงินที่เราต้องการทำการซื้อขายหุ้น

- เมื่อมีการซื้อขายหุ้น จะมีการตัดเงินค่าซื้อขายหุ้นตามจำนวนที่ฝากเงินสดเข้ามาทันทีที่ทำการซื้อขาย หากเงินไม่พอสามารถทำการโอนเงินเข้าไปเพิ่มได้

- กรณีมีเงินค้างอยู่ในบัญชี โดยยังไม่ได้นำไปซื้อหุ้นบริษัทจะให้ดอกเบี้ยตามประกาศของบริษัท โดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามความเหมาะสม (ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ที่ 0.90% ต่อปี) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของบริษัท


- ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดและการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
อัตราค่าธรรมเนียมในการซื้อขายของบริษัท
บัญชีเงินกู้ยืม (Credit Balance) เป็นการกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อขายหุ้น โดยนักลงทุนจะต้องวางเงินสด หรือหุ้นเป็นหลักประกัน เช่น ได้รับวงเงินในการซื้อขายจากบริษัทหลักทรัพย์ 50% ต้องการซื้อหุ้น A จำนวน 1,000 บาท นักลงทุนต้องวางเงินประกัน 500 บาท และส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ 500 บาท

- นักลงทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยสำหรับบัญชีนี้

- วงเงินอาจจะเพิ่มหรือลดลงตามมูลค่าหุ้นในบัญชี

- บริษัทมีสิทธิที่จะบังคับให้วางหลักประกัน หรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจจะบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ เพื่อรักษามูลค่าให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

- 
ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดและการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต
อัตราค่าธรรมเนียมในการซื้อขายของบริษัท


4. ทดลองเริ่มต้นการซื้อขายหุ้นด้วยจำนวนน้อยๆ ใช้เงินไม่มากก่อน

สำหรับมือใหม่ในการลงทุนซื้อขายหุ้น แนะนำให้ลองทำการซื้อขายในหุ้นที่มีราคาต่ำ เช่น 1-5 บาท และซื้อในปริมาณน้อยๆ (โดยปริมาณหุ้นขั้นต่ำที่สามารถซื้อขายได้อยู่ที่ครั้งละ 100 หุ้น) เพื่อเป็นการฝึกการซื้อขายหุ้นให้มีความชำนาญ เพิ่มประสบการณ์ และฝึกการตัดสินใจในการลงทุน เมื่อเริ่มทำการซื้อขายจริง นักลงทุนจะเริ่มเรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเอง และเริ่มรู้ข้อบกพร่องที่ตนเองยังขาดอยู่ รวมถึงเรียนรู้พฤติกรรมของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ ในตลาด เพื่อสามารถเสริมสร้างความรู้ในการลงทุนให้ตรงจุดมากขึ้น

(ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)