INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน

ฐานผู้ใช้ Apple Watch ที่แอปเปิ้ลคาดไม่ถึง (23 พฤษภาคม 2561)

เมื่อวานนี้สื่อต่างประเทศไปสัมภาษณ์ “ผู้ใช้งาน Apple Watch” ที่อยู่ใน “อุตสาหกรรมการให้บริการ” ในสหรัฐอเมริกา เช่น พนักงานขายรองเท้า พนักงานทำความสะอาด ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างจากการทำตลาดของบริษัท Apple ที่เน้น “ผู้ใช้งานผู้รักสุขภาพ”

May 23, 2018,  พิมพ์ฝัน เจียรพิพัฒนกุล


ผลปรากฎว่าฐานของผู้รักสุขภาพอาจไม่แรงเท่าฐานกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นแรงงานในอุตสาหกรรมบริการขณะนี้
 

Apple Watch เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2014 ในตอนนั้นบริษัท Apple เองก็ไม่ได้แน่ใจนักว่ามีลูกค้าแบบไหนบ้างที่อยากจะซื้อนาฬิกานี้ไปใส่ ช่วงแรกๆ Apple Watch เปิดตัวมาในรูปแบบ Accessory ประกอบกับการใช้งาน iPhone โดยสามารถทำให้เราเห็น Notification ได้เพียงเหลือบตามองในเรื่องสำคัญๆ โดยที่ไม่ต้องหยิบมือถือมาเปิด

ผู้ใช้ของ Apple Watch ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเหตุผลที่มากพอในการซื้อมันไปใส่ ในเมื่อเรามี Smartphone ที่ให้ข้อมูลทุกอย่างที่เราต้องการ บอกเวลา แจ้งเตือน ในขณะที่คนมีเหตุผลมากขึ้นมาหน่อยเช่น ผู้ชอบเล่นกีฬา ชอบเข้าฟิตเนส หรือแม้กระทั่งคนที่ห่วงสุขภาพของตัวเองมากจนต้องมีอุปกรณ์ช่วยวัดร่างกายของตัวเองก็มีความรู้สึกว่า Apple Watch ก็เป็นสิ่งจำเป็น



แต่สิ่งที่น่าสนใจมากๆในตอนนี้คือมีกลุ่มผู้ใช้กลุ่มหนึ่งของ Apple Watch เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และน่าสนใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่สามารถขาดจากมันได้เลย!! คนกลุ่มนี้เป็นคนในร้านอาหาร พนักนักงานขายตามห้างสรรพสินค้า พนักงานตรวจสอบความปลอดภัยในสนามบิน คนกลุ่มนี้ใส่ Apple Watch ซึ่งราคาของ Series 3 รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่ที่ $329 (หรือประมาณ 10,500 บาท) เหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องใส่ Apple Watch เป็นเพราะว่า ในอุตสาหกรรมบริการนั้นพนักงานต้องยืนตลอดทั้งวัน และเป็นนโยบายของบริษัทที่ห้ามไม่ให้พนักงานใช้มือถือในเวลาทำงาน แต่นโยบายนี้ไม่ได้รวมมาถึงเครื่องประดับข้อมือที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยแบบ Apple Watch ที่สามารถส่งข้อความไปหาเพื่อนหรือตรวจสอบสภาพอากาศได้อย่างง่ายดาย

จากประสบการณ์ตรงของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บาร์เทนเดอร์ บ๋อย บาริสต้า เจ้าของร้าน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Apple Watch ทำให้พวกเขาติดต่อกับเพื่อได้แม้ไม่ได้อยู่กับมือถือ

บริษัท Apple พยายามสร้างตลาดของผู้ใช้ Apple Watch ในมิติของสุขภาพมาโดยตลอดและเพิ่มความฉลาดด้านสุขภาพลงไปในนาฬิกามากขึ้นเรื่อยๆ และลดการทำการตลาดในมิติพื้นฐานทั่วไปของความเป็นนาฬิกา แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือจำนวนแรงงานกว่า 23%ของแรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในธุรกิจ Wholesale และ Retail หรือประมาณ 20 ล้านคน (ณ ปี 2017) นั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มากจนอาจทำให้บริษัท Apple ต้องกลับมามองฐานของกลุ่มนี้ใหม่



ตัวอย่างที่ชัดเจนจากคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้เช่น คนทำงานจากธุรกิจขายเสื้อผ้า ร้านขายรองเท้า ร้านอาหาร ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Apple Watch มีประโยชน์มากในเวลาทำงาน เพราะที่ทำงานมีนโยบายห้ามไม่ให้พนักงานดูมือถือ หรืออยู่กับมือถือในพื้นที่ที่ขายของ การมี Apple Watch มันช่วยทำให้เขาเช็ค Notification ที่เข้ามาได้ หรือการใส่ Apple Watch สามารถทำให้การทำงานที่ซ้ำซากจำเจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะในเวลาที่ร้านค้ามีคนเบาบาง การได้เช็ค Notification แบบแอบๆ ทำให้คนเหล่านี้ติดต่อกับโลกภายนอกได้ หรือถ้ามีเหตุฉุกเฉินร้ายแรงเราก็สามารถทราบเรื่องได้ทันที

บางคนก็ซื้อ Apple Watch มาใช้ด้วยเหตุผลที่มากกว่าแค่การติดต่อกับโลกออนไลน์ แต่ก็พบว่าไม่สามารถขาดมันได้เลยเช่น ซื้อมาเพื่อใส่วิ่ง และใส่ไปทำงานเพื่อดูเวลา ดูวัน จำนวนก้าวและแคลลอรี่ ผู้ใช้ Apple Watch หลายรายเสพติดการดูกิจกรรมในแอพกิจกรรมของวัน (The Activity app: Move ring, exercise ring, stand ring)

ในงบการเงินของบริษัท Apple ไม่ได้แยกรายละเอียดออกมาให้พวกเราดูได้ว่า สัดส่วนรายได้จาก Apple Watch เป็นเท่าไหร่ มีเพียงยอดรวมในส่วนของ “Other Product” ที่เติบโตโดดเด่นในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมไปถึงสินค้าอย่างอื่นเช่น Airpods, Beats และสินค้า Accessories อื่นๆ

การเปิดตัว Apple Watch Series 3 กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกลุ่มผู้ใช้ที่มีมุมมองต่อ Apple Watch เพราะหลายคนคาดหวังคุณสมบัติเหล่านี้มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ และรุ่นล่าสุดนั้นมีแบตเตอรี่ที่อยู่ได้นานกว่า 1 วัน หน้าจอการทำงานที่เรียบง่ายกว่าเดิม และ Siri ที่สามารถใช้งานได้สมจริงยิ่งขึ้น และที่โดดเด่นที่สุดคือ ระบบติดตามสุขภาพที่ถูกกรั่นกรองออกมาใหม่ ทั้งหมดนี้ได้มาในราคาของรุ่นเก่า

ข้อคิดที่น่าสนใจคือกรณีของ Apple Watch นั้นทำให้เราได้เห็นมุมมองว่า ฐานผู้ใช้สินค้าเริ่มต้นนั้นเริ่มต้นจากจุดนึง จุดตั้งต้นของบริษัทผู้ขาย แต่พอทดลองขายทำตลาดไปได้ซักพักกลับได้พบกับฐานผู้ใช้กลุ่มใหม่ และเป็น “กลุ่มใหญ่” ที่เห็นว่าของชิ้นนี้เป็นประโยชน์กับตัวเอง อย่างเช่นในกรณีนี้ Apple Watch ได้ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2014 และยอดขายไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก แต่ในช่วงปี 2017-2018 ยอดขายได้พุ่งขึ้นผิดปกติ พร้อมกับกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้มัน