INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน

มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (20-24 สิงหาคม 2561)

โดย ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ จำกัด

 
  • หลังจากที่ SET Index ได้ผ่าน Phase ของ V-Shape ในเดือนกรกฎาคม มาสู่ระดับเป้าหมาย 1720-1750 ในเดือนสิงหาคม (อ่านมุมมอง ดร.วิศิษฐ์ วันที่ 23-26 กรกฎาคม 2561)
  • ในช่วงสั้น SET Index ยังคงได้ Sentiment เชิงบวกจากการที่ กกต. คาดการณ์เลือกตั้งในช่วงวันที่ 24 ก.พ.2562 หรืออย่างช้าปลายเดือนพฤษภาคม 2562
  • แต่มุมมองคือ ตลาดหุ้นยังคงเป็น Sideway กรอบกว้างหรืออาจจะมี Downside Risks ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม โดยสาเหตุมาจาก

ปัจจัยภายนอก

1. เรื่องปัญหาทางการเงินที่ประเทศตุรกียังไม่จบ ถึงแม้ว่า QATAR มีข่าวว่าจะมีนโยบายที่จะลงทุนในประเทศตุรกีเป็นจำนวนมาก (US$ 15 พันล้านเหรียญ) แต่เม็ดเงินดังกล่าวเป็นการลงทุนระยะยาว มองว่าเป็นผลบวกในเชิงจิตวิทยา แต่ตุรกีมีหนี้ต่างประเทศที่ต้องคืนประมาณ 238,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯใน 12 เดือนข้างหน้า และในเดือนตุลาคมนี้ ตุรกีต้องคืนหนี้ต่างประเทศ 11,000 ล้านเหรียญ ค่าเงิน Lira อาจผันผวนอีกครั้ง แต่มองปัญหาทางการเงินของตุรกีจะไม่ลุกลามไปสู่ประเทศอื่นมาก. เนื่องจากเป็นปัญหาเฉพาะตัวของตุรกีเอง เนื่องจากประเทศตุรกีใช้นโยบาย Floating ค่าเงิน Lira และ Floating ดอกเบี้ยในขณะที่เป็นประเทศแบบ Open Economy อาจต้องอาศัยแหล่งเงินกู้ของประเทศที่เป็นพันธมิตรกับตุรกี แลกกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และไม่มีการถอนเงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศอย่างฉับพลันหรือ Bank run

2. ปัจจัยเรื่อง Trade War หลังจากที่สหรัฐฯได้ประกาศการเพิ่มภาษีบนสินค้าจากจีน 200,000 ล้านเหรียญฯไปแล้ว มองว่าอาจจะมีนโยบายเพิ่มภาษีรถยนต์จากประเทศในค่าย EU และ NAFTA ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะลดการเติบโตเศรษฐกิจโลกอย่างมาก คือเป็นความเสี่ยงสูงสุดของ Trade War ในครั้งนี้ เพราะเกี่ยวกับ Supply Chain จำนวนมาก

3. ​การ Sanction ของการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน (Full Sanction อาจจะเกิดขึ้นวันที่ 5 พ.ย. ก่อน Mid-term Election ของสหรัฐ 1 วัน) อาจทำให้ Supply น้ำมันลดลงเป็นจำนวน 2.3 ล้าน Barrel ต่อวัน นักวิเคราะห์หลายท่านได้คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมัน Brent อาจมุ่งสู่ US$ 90-100 /Barrel และอาจนำไปสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และอาจนำไปสู่ Recession ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Inverted Yield Curve ของ 2-10 Bond Yield Spread ซึ่งคาดการณ์เศรษฐกิจถดถอยใน 1-2 ปีข้างหน้า


ปัจจัยภายใน

1. การที่นักวิเคราะห์ยังไม่ปรับ EPS เพิ่มขึ้น ยังคงระดับต่ำกว่าที่ 108 บาทต่อหุ้นในปี 2018 และ 118-119 บาทต่อหุ้นในปี 2019 ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีโอกาสที่จะปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้นในปลายปี 2018 (ไม่ใช้การประชุมเดือนกันยายน 2018) อาจทำให้หุ้นมีโอกาสที่จะถูก De-rating ทางด้าน P/E

2. การที่นักลงทุนต่างประเทศรับเงินปันผลกว่า 1.2-1.3 พันล้านเหรียญฯ ในเดือนกันยายน และส่งกลับประเทศ หรือเราเรียกว่า Dividend Repatriation ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนได้อีกในเดือนกันยายน

3. กลยุทธ์: เน้นการลงทุนในกลุ่ม Defensive เช่น Healthcare, Telecom และ Property ที่มี Undemanding Valuation เนื่องจาก P/BV ต่ำ

4. มองว่า The SET Index อาจจะผันผวนมากๆในช่วงกันยายนถึงตุลาคม แต่การที่ Fed มีโอกาสส่งสัญญาหยุดการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม เนื่องจากปัจจัย trade war ที่อาจนำไปสู่การเติบโต GDP ที่ลดลง การหยุดการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เป็นการชั่วคราวจะทำให้ตลาดหุ้นใน Emerging Market ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 4 นี้