INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน

หรือว่านี่คือเวลาของ Refinery Sector? (29 สิงหาคม 2560)

ค่าการกลั่นเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มโรงกลั่นที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ BCP, ESSO, IRPC, PTTGC,

August 29, 2017,  เอกรินทร์ วงษ์ศิริ, CFA


ตอนนี้ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเตรียมตัวรับมือกับ Hurricane Harvey ที่ถือว่าเป็นเฮอริเคนที่มีกำลังแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ที่กำลังจะเคลื่อนเข้ามาปะทะกับรัฐ Texas ในอ่าวเม็กซิโกในช่วงวันศุกร์ที่จะถึงนี้ (พื้นที่ประเทศไทยเทียบเท่าได้กับ 3 ใน 4 ของรัฐ Texas) และเมืองที่สำคัญของรัฐคือเมือง Houston ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจน้ำมันของโลก และมีศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ด้วย ตอนนี้ Houston ถูกพายุและน้ำท่วมหนักและกำลังเตรียมรับมือกับเฮอริเคน โดยภาครัฐสั่งปิดโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในบริเวณนั้นเพื่อลดความเสียหาย โดยคาดว่าปริมาณน้ำมันจะหายไปประมาณ 1 ล้านบาเรลล์ต่อวันแค่จากการปิดโรงกลั่นที่ Houston ที่เดียว ในภาพใหญ่คือ 22%ของกำลังการผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกจะหายไป
หากเปรียบ Houston เป็นประเทศ ก็จะเป็นประเทศที่ใหญ่อันดับ 30 ของโลกวัดจากขนาดของเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันเมื่อคืนนี้ลดลงเกือบ 3% เนื่องจากถนนถูกตัดขาดจากน้ำท่วมและทำให้ Demand การใช้น้ำมันลดลงมากกว่าที่ Supply น้ำมันที่ลดลงจากโรงกลั่นที่ปิด ราคาน้ำมัน และค่าการกลั่นน้ำมันจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อกำไรของอุตสาหกรรมน้ำมันในเมือง Houston

ในภาพรวมปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อ “ค่าการกลั่นน้ำมัน” (Refinery Margin) ทั้งในระยะสั้นและยาวคือ Demand/Supply ของน้ำมันสำเร็จรูป พูดง่ายๆคือ หากความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ค่าการกลั่นก็จะสูงขึ้น หรือหากการผลิตน้ำมันมีความขาดแคลนค่าการกลั่นก็จะสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

ทางฝ่ายวิจัยของทรีนีตี้ได้ทำการศึกษาผลกระทบของ Supply น้ำมันสำเร็จรูปต่อการเคลื่อนไหวของค่าการกลั่นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว


สำหรับระยะยาว เราได้ศึกษาสถาวะการเพิ่มขึ้นของ Supply น้ำมันเทียบกับการเคลื่อนไหวของค่าการกลั่น และ

สำหรับระยะสั้น เราได้ศึกษาสภาวะการเกิดภาวะ Supply shortage ของน้ำมันสำเร็จรูปกับค่าการกลั่น
 
ในเชิงของระยะยาว
เราได้ทำการรวบรวมข้อมูลการเพิ่มขึ้นของกำลังการกลั่นตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาและทำการ plot เปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของค่าการกลั่นสิงคโปร์แล้วก็พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยมีการเคลื่อนไหวผกผันกับการอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณการกลั่น พูดง่ายๆคือ หากมีอัตราปริมาณการกลั่นเพิ่มขึ้น ค่าการกลั่นจะมีราคาที่ลดลงในทางตรงกันข้าม
ในเชิงของระยะสั้น
เราศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิด Supply Shortage ของน้ำมันสำเร็จรูปกับค่าการกลั่น โดยใช้ข้อมูลการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นเป็นปัจจัยบ่งขี้การเกิดสภาวะขาดแคลน ผลที่พบก็คือ การปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นนั้นมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นของค่าการกลั่น ซึ่งหมายถึงว่า หากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นเพิ่มขึ้น (เกิดภาวะขาดแคลน) ราคาค่าการกลั่นก็จะสูงขึ้น โดยผลการศึกษาของเราคือความสัมพันธ์นี้จะส่งผลต่อทิศทางค่าการกลั่นในอีก 4 เดือนข้างหน้า




ที่น่าสนใจที่สุดและสามารถนำข้อมูลนี้มาประกอบกับ Sentiment การลงทุนในช่วงนี้คือ ในเดือนพฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมาเป็นช่วงเดือนที่โรงกลั่นในระดับ Global มีการปิดตัวเพื่อซ่อมบำรุงมากที่สุด และก็จึงเป็นปัจจัยสะท้อนได้ว่าในอีก 4 เดือนข้างหน้ามีโอกาสที่ค่าการกลั่นเฉลี่ยจะทำจุดสูงสุดในเดือนกันยายนนี้

สถานการณ์ค่าการกลั่นในปัจจุบันคือโรงกลั่นในแถบภูมิภาคเอเชียมีการปิดซ่อมบำรุง ในขณะที่ Demand ต่อน้ำมันสำเร็จรูปยังเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของภาคการผลิตและภาคขนส่ง ดังจะเห็นได้จากส่วนต่างราคาของน้ำมัน Jet และ Diesel ที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้เหตุการณ์ระเบิดของโรงกลั่นในประเทศจีนคือ PetroChina Dalian Petrochemical Corp เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมายิ่งทำให้ supply น้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคตรึงตัวมากขึ้น

โดยสรุปคือเรามองว่าแนวโน้มค่าการกลั่นเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าและแนวโน้มในปี 2561-2562 ค่าการกลั่นยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
สำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่จะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้แก่ BCP, ESSO, IRPC, PTTGC, SPRC, และ TOP




ทั้งนี้ท่านสามารถ อ่านบทวิเคราะห์แบบเต็มได้ที่ http://bit.ly/2vnm3JJ