INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน

Hidden Agenda of Stock Symbol Change (2 สิงหาคม 2560)

(เปลี่ยนเพื่อหนีอดีตชาติตัวเอง???)

August 2, 2017,  พิมพ์ฝัน เจียรพิพัฒนกุล



จำชื่อเราได้ไหม จำได้หรือเปล่า
มีใครจำได้บ้างว่าหุ้นตัวต่อไปนี้ในปัจจุบันเคยมีชื่อย่ออะไรมาก่อน และลองเดากันดูว่าตัวไหนเคยเปลี่ยนชื่อมาแล้วเยอะที่สุด
BDMS COL DCORP DIGI GREEN POLAR RHBS TRITN AQ BIG NEWS AQUA FC

ลักษณะของการเปลี่ยนชื่อ 2 ลักษณะ
ถ้าใครไม่ได้ติดตามใกล้ชิดก็อาจจะจำไม่ได้แล้วมีลืมๆกันไปบ้างว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แต่ที่น่าสังเกตคือการเปลี่ยนชื่อย่อหุ้นนั้นหากย้อนกลับไปดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่าจะมีการเปลี่ยนชื่ออยู่ 2 รูปแบบหลักๆ

แบบแรกคือเปลี่ยนเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก เป็นเพียงแค่ลดทอนตัวอักษรบางตัวออกไปหรือเปลี่ยนเพื่อให้ดูใกล้เคียงชื่อเต็มของบริษัทมากกว่าเดิม เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน มีชื่อย่อหุ้นว่าKKP ซึ่งเมื่อก่อนธนาคารนี้ก็มีชื่อย่อว่า KK ซึ่งก็ยังสอดคล้องกับชื่อบริษัทและไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบไปมากนัก

แบบที่สองคืออาจจะเปลี่ยนเพราะโหงวเฮ้ง หรือ!! เปลี่ยนเพื่อหลีกหนีอดีตชาติตัวเอง (?) ซึ่งโดยหลักๆแล้วการเปลี่ยนชื่ออาจจะมีเหตุผลจากมีการควบรวมเกิดขึ้น หรือมีการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารหรือโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือบางบริษัทก็อาจจะต้องการเปลี่ยนเพื่อหนีจากอดีตของตัวเอง ชื่อย่อใหม่จึงจะไม่มีความสอดคล้องใกล้เคียงกับชื่อย่อเดิมอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่าง เช่น AQ เมื่อก่อนก็มีชื่อย่อว่า KMC ซึ่งเดิมเป็น บมจ.กฤษฎามหานคร ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี พ.ศ. 2534 และถือว่าเป็นดาวรุ่งในวงการบริษัทหนึ่งจนประสบกับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจจนมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ความเป็น KMC จบลงในปี พ.ศ. 2556 ที่มีการเพิ่มทุนและเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร จนมาในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2557 KMC ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น AQ การเปลี่ยนชื่อนั้นก็เพื่อเป็นเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรใหม่ แต่ในปัจจุบัน AQ ก็ยังคงมีปัญหาภายในที่ยังต้องจัดการอยู่และถูกขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension) มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ตัวอย่างที่ 2 ของบริษัทที่มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทมาแล้วถึง 3 ชื่อคือ บริษัท Polaris Capital ได้เปลี่ยนมาจาก LL มาเป็น WAT ในปี 2013 และได้เปลี่ยนจาก WAT มาเป็น POLAR ในปี 2015 ซึ่งในปัจจุบัน POLAR ก็ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ถูกระงับการซื้อขาย และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ก.ลต. ก็ได้ออกจดหมายถึง POLAR ให้เร่งส่งรายงานการตรวจสอบที่เกี่ยวกับที่มาและความมีอยู่จริงของการบันทึกบัญชี และการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหนี้สินที่ POLAR เคยแจ้งไว้ในคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ เพราะข้อมูลหนี้สินที่ POLAR เคยรายงานไว้แตกต่างต่างจากมูลหนี้ในคำร้องฟื้นฟูกิจการอย่างมาก




นักลงทุนตัวจริง vs. นักลงทุน Part-Time

หากใครที่เป็นนักลงทุนพาร์ทไทม์ เมื่อบริษัทใดมีการเปลี่ยนชื่อก็จะไม่ค่อยทราบจังหวะการเปลี่ยนชื่อในแต่ละช่วงเวลา แต่หากใครที่เป็นนักลงทุนเต็มตัวก็พอมีภาพชื่อย่อในอดีตอยู่ในหัวบ้าง เพราะการรู้ชื่อย่อในอดีตก็เหมือนเรารู้ภาพบางอย่างของบริษัทนั้นๆว่ามีพฤติกรรมราคาในลักษณะไหนในช่วงปีไหน และรู้ว่าผลประกอบการเป็นไปตามพฤติกรรมราคาหรือไม่ ตัวอย่างการขึ้นเครื่องหมาย Suspension ของ AQ ก็เป็นตัวอย่างให้นักลงทุนเรียนรู้ว่า บริษัทแต่ละบริษัทมีอดีตที่แตกต่างกันไป เมื่อมีการปรับโครงสร้างใหม่และมีทีมผู้บริหารใหม่ เราก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าปัญหาในอดีตที่เคยเกิดขึ้นของบริษัทนั้นๆมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ทีมผู้บริหารใหม่จะแก้ได้ หรือผู้บริหารทีมใหม่มีประวัติเป็นอย่างไรมีความตั้งใจแค่ไหนในการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ เราก็ต้องศึกษาเรื่องอดีตให้ชัดเจนก่อนที่จะใส่เงินเข้าไปในบริษัทนั้นๆ

เราสามารถหาข้อมูลการเปลี่ยนชื่อได้จาก SETSMART
ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2554 -2560 หากเข้าไปหาข้อมูลใน SETSMART จะพบว่าบริษัทที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อทั้งหมด 58 บริษัท และในจำนวน 58 บริษัทนั้นมี 10 บริษัทที่ปัจจุบันไม่ได้เทรดอยู่ในตลาดเนื่องมาจากหลายๆเหตุผล เช่นมีการควบรวมหรือถูกซื้อกิจการโดยบริษัทอื่น จึงมีการเปลี่ยนชื่อไป หรือถูกตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP (Suspension), และหรือ NP(Notice Pending),และหรือ NC(Non-Compliance), และหรือ NPG(Non Performing Group) ได้แก่ 

 

1. WR – WE RETAIL (เปลี่ยนมาจาก DAIDO,2011)
2. VGM – VGM CORPORATION (เปลี่ยนมาจาก POWER,2012)
3. WORLD – WORLD CORPORATION (เปลี่ยนมาจาก D-MARK,2013)
4. POLAR – Polaris Capital (เปลี่ยนมาจาก WAT,2015 และ LL,2013)
5. TWS – THAI WAH STARCH (เปลี่ยนมาจาก USC,2013)
6. AQ – AQ ESTATE (เปลี่ยนมาจาก KMC,2014)
7. SMG – SAMAGGI INSURANCE (เปลี่ยนมาจาก SCSMG,2014)
8. RHBS – RHB Securities Thailand (เปลี่ยนมาจาก RHB OSK,2015และ OSK, 2013 และ BSEC,2011)
9. VI- VENTURE INCORPORATION (เปลี่ยนมาจาก CIRKIT,2015)
10. AJA – AJ ADVANCE TECHNOLOGY (เปลี่ยนมาจาก AJD,2017)


สามารถติดตามเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดการขึ้นเครื่องหมายของตลาดหลักทรัพย์ได้ที่
  1. การขึ้นเครื่องหมาย: http://bit.ly/2tIKBMd
  2. อะไรคือหุ้นกลุ่ม NPG (Non Performing Group): http://bit.ly/2tBTLpP


โดยสรุปคือ
ก่อนที่เราจะเข้าลงทุนด้วยการใส่เงินเข้าไปในหุ้นตัวใดก็ตาม โดยเฉพาะหากเป็นการเก็งกำไรระยะสั้น เราควรที่จะรู้ประวัติของบริษัทนั้นๆเป็นอย่างดี โดยหากมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทหรือชื่อย่อบริษัทบ่อยๆ เรื่องนี้ก็สามารถเป็นสัญญานอันดับต้นๆให้เราระวังอดีตที่ผ่านมาของบริษัทนั้น จงตั้งข้อสงสัยว่าเปลี่ยนชื่อทำไม อดีตเป็นอย่างไร สถานะการเงินเป็นอย่างไร เพราะชื่อถือเป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนมี Perception บางอย่างต่อบริษัท หากมีการเปลี่ยนแปลงชื่อ Perception เก่าก็จะหายไปและถูกสร้างขึ้นใหม่ หากเราไม่รู้ถึงอดีตเราก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงกับอะไรอยู่ เพราะแค่การเปลี่ยนชื่อไป 2-3 ปีเมื่อมีนักลงทุนใหม่ๆ เข้ามาพบเจอกับหุ้นชื่อใหม่และหากมาด้วยเป้าหมายของการเก็งกำไรระยะสั้น นักลงทุนหน้าใหม่เหล่านั้นอาจยังไม่รู้ว่าบริษัทนั้นๆเคยผ่านอะไรมาบ้าง เคยล้มละลายหรือไม่ เคยมีการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารมาก่อนหรือไม่ หรือยังคงมีหนี้อยู่เท่าไหร่ หรือบริษัทยังมีคดีติดค้างอยู่หรือเปล่า เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรู้เพราะหากไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อถึงจุดเปลี่ยนขึ้นมาจริงๆ ปัญหาที่ยังไม่ได้แก้หรือแก้ไม่ได้ก็อาจจะทำให้ถูกตลาดหลักทรัพย์พักการซื้อขายเอาไว้ก่อนและผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ไม่สามารถนำเงินก้อนนั้นออกมาจากบริษัทที่ลงทุนได้ สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่าการเปลี่ยนชื่อนั้นหากไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากและไปสำรวจดูพื้นฐานกิจการก็ยังกำไรอยู่ต่อเนื่องก็ไม่น่าเป็นปัญหา แต่ควรตั้งข้อสงสัยว่าหากบริษัทใดๆที่มีการเปลี่ยนชื่อบ่อยและแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงหากจะใส่เงินลงไปก็ควรที่จะดูรายละเอียดของการทำกิจการให้ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าเดิม