INSIGHT TO INVEST

เข้าใจลึกซึ้ง เข้าถึงทุกการลงทุน

มุมมอง ดร.วิศิษฐ์ (9-12 เมษายน 2561)

โดย ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ จำกัด

เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบตลาดทุนอย่างมากในช่วงสั้น 1-2 สัปดาห์ข้างหน้ามีดังนี้

1. การที่สหรัฐฯ ประกาศพิจารณาการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 1 แสนล้านเหรียญฯ (3.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นการเปิดศึกระลอก 2 หลังจากที่จีนและสหรัฐฯ ต่างตอบโต้การขึ้นภาษีการนำเข้าสินค้าซึ่งกันและกันในรอบแรกกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญฯ ทั้งคู่ โดยรอบนี้ สหรัฐฯ จะมุ่งเน้นไปที่สินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ในขณะที่รอบแรกเป็นสินค้าทางด้านอิเล็กทรอนิคส์และไฮเทค

มุมมองต่อเหตุการณ์ที่หนึ่ง คือ ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่มีควันแต่ยังไม่มีไฟ เนื่องจากมีโอกาสที่สหรัฐฯ และจีนสามารถหาข้อตกลงร่วมกัน ก่อนที่จะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจริง การบังคับใช้ของการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจะต้องมีการประกาศครั้งสุดท้ายอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2561 เป็นอย่างช้าหลังจากผ่านขั้นตอนการพิจาณาต่างๆ แต่ตลาดทุนยังคงผันผวนตามข่าวที่เปลี่ยนไป ก่อนที่จะถึงวันบรรลุข้อตกลงกันจริง ซึ่งถ้าข้อบรรลุดังกล่าวเป็นจริง เราอาจจะเห็นการ Rally ของตลาดทุน ถือว่าเป็น Win-Win situation ในทฤษฎีเกม
 

  • ในทางทฤษฎี การทำสงครามการค้า ถ้าไม่มีการตอบโต้กัน การใช้นโยบายเพิ่มภาษี นโยบายค่าเงินอ่อน หรือการใช้นโยบายโควต้าบนสินค้าต่างประเทศ เหมือนที่สหรัฐฯกำลังประกาศใช้อยู่ มักจะนำไปสู่การลดการขาดดุลทางการค้าได้ และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงสั้นได้ ถือว่าเป็น Win-Lose situation ในทฤษฎีเกม
  • แต่ในทางปฎิบัติ การทำสงครามการค้ามักมีการตอบโต้กันทั้ง 2 ฝ่าย มักนำไปสู่การไม่สามารถลดการขาดดุลทางการค้า แต่นำไปสู่เศรษฐกิจจะถดถอย พร้อมเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในกรณีขั้นรุนแรง สงครามการค้าอาจมีไปมากกว่าขึ้นภาษี แต่อาจนำไปสู่การถอนการลงทุน และขายสินทรัพย์ทางการเงิน  ได้ ถือว่าเป็น Lose-Lose situation ในทฤษฎีเกม

 

2) การที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่าประเทศไทยเสี่ยงถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศเฝ้าระวังแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะเปิดเผยในช่วงกลางเดือน เม.ย. นี้ เนื่องจากไทยตรงกับเงื่อนไขเข้าข่ายแทรกแซงค่าเงินครบ 3 ข้อ คือ
 

  • มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 3% ของ GDP
  • การเข้าซื้อเงินสกุลต่างประเทศเกิน 2% ของ GDP ในรอบ 1 ปี
  • ได้เกินดุลการค้าสหรัฐฯ เกิน 2 หมื่นล้านเหรียญฯ


มุมมองต่อเหตุการณ์ที่ 2 คือ การถูกขึ้นบัญชีประเทศเฝ้าระวังแทรกแซงค่าเงิน มีความเป็นได้สูง เนื่องจาก 2 ใน 3 เงื่อนไขข้างต้นเข้าข่ายแล้ว แต่มีข้อการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่เข้าเกณฑ์เงื่อนไข เนื่องจากปัจจุบันการได้เปรียบดุลการค้าไทยกับสหรัฐฯ ยังอยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านเหรียญฯ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญฯ ถ้าไทยถูกขึ้นบัญชีดังกล่าว มีโอกาสที่ค่าเงินบาทไทยจะแข็งค่าขึ้น

3) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ ร่าง พ.ร.บ. พีพีพี ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนเอกชนในที่ราชพัสดุมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ (ซึ่งมีโครงการกว่า 55 โครงการ มูลค่ากว่า 1.62 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี) หุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและมีเงินสดมากเช่น BTS, BEM, AOT และ PTT จะได้ผลประโยชน์ ถ้าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวถูกผ่านเป็นกฎหมาย ซึ่งต้องผ่านขั้นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสียก่อน